วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

มูลนิธิรักษ์ไทยหนุนงบสร้างบ้านปลาที่กระบี่ เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ



มูลนิธิรักษ์ไทย หนุนงบ 2.3 แสน สร้างบ้านปลา เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำพื้นที่ชายฝั่งอ่าวเขาคราม หลังพบปริมาณสัตว์น้ำลดลงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และการใช้เครื่องมือผิดประเภท
          เวลา 13.00 น. วันที่ 3 เม.ย.56 ที่ท่าเทียบเรือบ้านไหนหนัง ม.3 ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งบ้านไหนหนัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิรักษ์ไทย ได้ช่วยกันลำเลียงท่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 เซนติเมตร ลงเรือเพื่อนำไปสร้างบ้านปลา ที่ปากอ่าวบ้านไหนหนัง เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน กำหนดวาง จำนวน 7 จุด จุดละ 20 ลูก โดยจุดแรกได้นำไปวางที่บริเวณแหลมท้ายแรด
            นายดลหล้อ เหมพิทักษ์ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งบ้านไหนหนัง กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การประกอบอาชีพชายฝั่งขนาดเล็กของชาวประมงในพื้นที่อ่าว ต.เขาคราม กำลังประสบกับปัญหาการทำประมงอย่างหนัก เนื่องจากปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ชาวประมงเคยจับสัตว์น้ำชายฝั่งน้ำตื้นได้ครั้งละมากๆ ก็ต้องออกไปจับสัตว์น้ำในพื้นที่ไกลมากขึ้น ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางทะเลจากคลื่นลมแรง และต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่าเดิมอีกด้วย
          นายดลหล้อ กล่าวอีกว่า จากการสังเกตของชาวประมงพบว่า ปริมาณสัตว์น้ำชายฝั่งและการทำประมงในพื้นที่กำลังถูกคุกคามจากสถานการณ์การต่างๆ ทั้งจากการกระทำของคน เช่น การเข้ามาทำประมงพาณิชย์ชายฝั่ง การพัฒนาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพจับสัตว์น้ำได้ปริมาณที่มากขึ้นเพื่อป้อนความต้องการของตลาด การจับปลาที่ไม่ได้ขนาดตัดวงจรพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของสัตว์น้ำ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมายประดิษฐ์เครื่องมือทำลายล้างต่างๆ เพื่อให้สามารถจับได้มากขึ้น และที่สำคัญยังพบว่า สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นยังได้ส่งผลต่อสัตว์น้ำเช่นเดียวกัน
           ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในอ่าวไหนหนัง ต.เขาคราม ให้มีความชุกชุมอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทางกลุ่มฯ ได้ทำโครงการบ้านปลา โดยการนำท่อซีเมนต์ไปวางใต้ท้องทะเล รวมจำนวน 7 จุด ประกอบด้วย บริเวณหินใบ 2 จุด แหลมท้ายแรด เกาะนุ้ย เกาะเต่า เกาะทราย เกาะสี่เหร่ แห่งละ 1 จุด เพื่อให้เป็นที่อาศัยของปลา และฟักตัวในวัยอ่อน และในอนาคตคาดว่าบริเวณดังกล่าวจะเป็นจุดศึกษาระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอีกจุดหนึ่ง สำหรับงบประมาณในการดำเนินงานทางกลุ่มฯ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิรักษ์ไทย เป็นเงิน จำนวน 2.3 แสนบาท
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ร่มผ้าใบ เก้าอี้โผล่เต็มหาดอ่าวนาง ผู้ประกอบการฉวยโอกาส ทำลายบรรยากาศท่องเที่ยวกระบี่


นายกสมาคมธุรกิจโรงแรมจังหวัดกระบี่ เผยท่องเที่ยวโตเกินคาด อัตราจองที่พักทะลุเป้า ซัดพวกฉวยโอกาสทำลายทัศนียภาพ ตั้งร่มผ้าใบ เก้าอี้ตลอดแนวหาดอ่าวนาง เพื่อหากินกับนักท่องเที่ยว
      
       วันที่ 22 ก.พ.56 นายเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย นายกสมาคมธุรกิจโรงแรมจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้ แม้นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามาช้ากว่าทุกปี แต่จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางที่เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่นั้นมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งสามารถดูได้จากยอดการจองห้องพักย่านแหล่งท่องเที่ยว ตอนนี้เต็มทั้งหมด เพราะสถานการณ์บ้านเมืองในปีนี้ค่อนข้างนิ่ง ประกอบกับภัยธรรมชาติก็มีน้อย ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย และจังหวัดกระบี่เป็นจำนวนมากกว่าปีที่ผ่านมา
      
       ทั้งนี้ นายกสมาคมธุรกิจโรงแรมจังหวัดกระบี่ กล่าวต่อว่า เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ผู้ประกอบการบางรายก็เริ่มฉวยโอกาสละเมิดกฎระเบียบ ไม่สนใจประกาศของจังหวัดกระบี่ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่เสียไปด้วย โดยเฉพาะตามแนวชายหาดอ่าวนาง ต.อ่าวนาง จ.กระบี่ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังนั้น ตลอดระยะทางประมาณ 500 เมตร ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวว่า บริเวณดังกล่าวมีการนำร่มผ้าใบ และเก้าอี้นอนพลาสติกมาวางรุกล้ำตลอดแนวชายหาดจำนวนมาก เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนอาบแดด รวมทั้งมีบริการนวด
      
       “การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายทัศนียภาพการท่องเที่ยว ทั้งนี้ หลายปีก่อนผู้ประกอบการก็ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยได้มีการพูดคุยระหว่างสมาคมโรงแรม สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงผู้ประกอบการ และจังหวัดกระบี่ ต่างมีความเห็นตรงกันว่า ชายหาดทุกหาดของจังหวัดจะไม่มีเตียงผ้าใบ และร่มชายหาดให้บริการนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เตียง และร่มทำลายทัศนียภาพของชายหาดที่สวยงาม แต่มาปีนี้มีพบว่า มีร่มชายหาด และเตียงผ้าใบเกิดขึ้นบนชายหาดอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ผู้ประกอบการไม่ยึดถือกติกานายเอกวิทย์กล่าว
      
       ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวบริเวณชายหาดอ่าวนางรายหนึ่ง กล่าวว่า บริเวณที่มีการวางร่มผ้าใบนั้นอยู่ใกล้หาดคลองจาก ซึ่งเป็นที่ดินของเอกชนผู้กว้างขวางรายหนึ่งของจังหวัดกระบี่ โดยที่ผ่านมา ได้อ้างว่าเป็นที่ดินส่วนบุคคลสามารถทำอะไรก็ได้ ดังนั้น หากทางจังหวัดยังไม่ดำเนินการจัดระเบียบอย่างจริงจัง ทางผู้ประกอบการรายอื่นๆ ก็จะนำร่มผ้าใบมาวางตามแนวชายหาดด้วยเช่นกัน เพราะทุกคนก็อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจังหวัดกระบี่ ได้มีการประกาศไว้เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2536 ว่า ทุกชายหาดแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดกระบี่ จะต้องไม่มีสิ่งปลูกสร้าง เช่น เตียงผ้าใบ ร่มชายหาด วางรุกดล้ำอย่างเด็ดขาด ซึ่งได้มีการถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานหลายสิบปีเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยว เพราะกระบี่มีจุดขายความเป็นธรรมชาติชายหาดที่สวยงาม แต่ยังมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาอีก ซึ่งทางจังหวัดจะต้องเร่งออกมาแก้ไขอย่างเร่งด่วน
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

เจ้าหน้าที่อุทยานที่กระบี่เข้ารื้อถอนต้นปาล์มเนื้อที่กว่า 23 ไร่


อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี สนธิกำลังเข้ารื้อถอนต้นปาล์มน้ำมัน เนื้อที่กว่า 23 ไร่ หลังถูกนายทุนบุกรุกปลูกในเขตอุทยานหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อครอบครอบที่ดิน หน.อุทยานฯ เผยปัจจุบันที่ดินใกล้แหล่งท่องเที่ยวมีมูลค่าสูงถึงไร่ละ 10-30 ล้านบาท เป็นที่ต้องการของนายทุน
           เมื่อเวลา 11.00.วันที่ 22 ก.พ.56  นายไชยธัช บุญภูพันธ์ตันติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี สนธิกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานกว่า 20 นาย เข้ารื้อถอนต้นปาล์มน้ำมัน อายุประมาณ 5 ปี จำนวน 101 ต้น ที่มีการลักลอบบุกรุกปลูกในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าอ่าวนาง และป่าหางนาค ริมถนนทางไปหาดท่าคลอง หมู่ที่ 6 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เนื้อที่ 23 ไร่ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตัดฟันต้นปาล์ม และราดยาฆ่าตอเพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันตาย และจัดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนป้องกันการเข้าบุกรุกใหม่
          นายไชยธัช กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางไปยังชายหาดท่าคลอง อยู่ฝั่งตรงข้ามหาดนพรัตน์ธารา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดกระบี่ เมื่อปี พ.ศ.2549 ได้รับแจ้งว่า มีนายทุนเข้าบุกรุกปลูกปาล์มน้ำมัน โดยการเซาะร่องป่า แล้วนำต้นปาล์มน้ำมันไปปลูกทิ้งไว้ เพื่อต้องการครอบครองพื้นที่ และขายต่อให้นายทุน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจยึดพื้นที่ และติดประกาศตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ตั้งแต่กลางปี 2555 เพื่อให้ผู้อ้างเป็นเจ้าของที่ดินนำเอกสารสิทธิมาแสดงตัว จนกระทั่งครบกำหนด ปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดมาแสดงตัว จึงได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทำการรื้อถอนดังกล่าว และจะทำการฟื้นฟูกลับสู่สภาพป่าต่อไป
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บิ๊กคลีนนิ่งเดย์อ่าวต้นไทร แหล่งปีนผาติดอันดับโลก


ชมรมธุรกิจท่องเที่ยวอ่าวต้นไทร จัดกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ เก็บขยะตามแนวชายหาด ย่านที่พักบริเวณอ่าวต้นไทร แหล่งท่องเที่ยวมีชื่อด้านกีฬาปีนผาที่ติด 1 ใน 3 ของโลก
      
       เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 19 ก.พ.56 ที่บริเวณชายหาดอ่าวต้นไทร ม.2 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ นายนิยม ผิวดี กำนันตำบลอ่าวนาง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน อ่าวต้นไทร บิ๊กคลีนนิ่งเดย์ 2013” หรือ “Tonsai Big Cleannig Day 2013” เชิญชวนผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวร่วมกันเก็บขยะ และทำความสะอาดบริเวณแนวชายหาดอ่าวต้นไทร แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงด้านกีฬาปีนผาติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก โดยมีนายสันทัด เอี่ยนเล่ง ประธานชมรมธุรกิจท่องเที่ยวอ่าวต้นไทร ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว เข้าร่วม
      
       นายสันทัด เอี่ยนเล่ง ประธานชมรมธุรกิจท่องเที่ยวอ่าวต้นไทร กล่าวว่า เนื่องด้วยอ่าวต้นไทร ม.2 ต.อ่าวนาง เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไปทั้งชาวไทย และชาวต่างชาวประเทศ โดยจุดเด่นของอ่าวต้นไทร คือภูมิทัศน์ที่เป็นภูเขาล้อมรอบทำให้เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงทางด้านกีฬาปีนผาติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ตลอดจนลักษณะชายหาดที่ทอดยาวเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนอ่าวใดๆ ทำให้แต่ละปีมีนักกีฬาปีนเขา และนักท่องเที่ยวทั่วไปแวะเวียนมาพักผ่อนจำนวนมาก
      
       เพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทางชมรมธุรกิจท่องเที่ยวอ่าวต้นไทร ร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ ได้จัดกิจกรรม “Tonsai Big Cleannig Day 2013” ขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2556 โดยรณรงค์ให้ผู้ประกอบการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
      
       นายนิยม ผิวดี กำนันตำบลอ่าวนาง กล่าวว่า การรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดกระบี่ให้มีความสะอาด เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องช่วยกัน เนื่องจากจังหวัดกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยว ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก สำหรับอ่าวต้นไทรนั้น ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนหลายหมื่นคน การรักษาความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกคนจะต้องช่วยกัน
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เกษตรกระบี่รับขึ้นทะเบียนชาวสวนปาล์มน้ำมัน


สำนักงานเกษตรกระบี่ออกหน่วยบริการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ ช่วยเกษตรกรแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ
      
       วันที่ 18 ก.พ.56 ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกระบี่ ออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ตำบลทับปริก เพื่อให้สามารถขายผลปาล์มดิบตามราคาที่ทางคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีมติให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มรับซื้อผลปาล์มดิบจากเกษตรกร รอบที่ 2 จำนวน 50,000 ตัน วงเงิน 1.3 พันล้านบาท ที่อัตราน้ำมัน 17% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท และอัตราน้ำมัน 18.5% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4.35 บาท
      
       เพื่อแก้ไขราคาผลปาล์มราคาตกต่ำ มีเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่มีเอกสารครอบครองที่ดินรายละไม่เกิน 50 ไร่ มาขึ้นทะเบียนเป็นจำนวนมาก สำหรับตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 35,000 ไร่ แต่สามารถขึ้นทะเบียนได้ประมาณ 25,000 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ที่เหลือเกษตรกรมีเอกสารครอบครองเป็น ภบท.5 ซึ่งไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานขอขึ้นทะเบียนได้
      
       นายวีระศักดิ์ เกิดแสง เกษตรจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ขอให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันให้มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อที่จะสามารถนำผลปาล์มไปขายให้แก่โรงงานที่เข้าร่วมโครงการได้ในราคาที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ เกษตรกรที่จะมาขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจะต้องจดทะเบียนเกษตรกรไว้แล้ว โดยที่ข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรเป็นข้อมูลปัจจุบัน หากข้อมูลไม่เป็นปัจจุบันซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกไปจากที่จดทะเบียนไว้ก็ให้มาปรับปรุงข้อมูลใหม่ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ก่อนที่จะขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน และเป็นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายย่อย มีพื้นที่ปลูกไม่เกิน 50 ไร่
      
       เอกสารสิทธิการใช้ที่ดิน และใบจดทะเบียนเกษตรกร (ทบก.02) โดยกำหนดรับขึ้นทะเบียนตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 สถานที่รับขึ้นทะเบียน ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสถานที่ที่เจ้าหน้าที่เกษตรนัดหมาย ก็ขอเชิญพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดกระบี่ให้มาขึ้นทะเบียนเพื่อจะได้ขายปาล์มในราคาที่กำหนดเป็นมาตรการไว้ และหากพี่น้องเกษตรกรท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-7562-1228
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

อบจ.กระบี่เตรียมจัดงานเกษตรแฟร์-OTOP


อบจ.กระบี่จัดยิ่งใหญ่งานเกษตรแฟร์ และ OTOP ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-26 กุมภาพันธ์ 2556 คาดเงินสะพัดร่วม 20 ล้าน
          นายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า อบจ.กระบี่ได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในจังหวัดกระบี่ และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนในจังหวัดกระบี่ กำหนดจัดงานเกษตรแฟร์ และ OTOP จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-26 กุมภาพันธ์ 2556 ณ บริเวณลานพระอาทิตย์ หน้าสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่
      
       ภายในงานมีการจัดสัมมนาทางวิชาการ นิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ การประกวดกล้วยไม้ การประกวดแพะ การประกวดไก่แจ้ การแข่งขันกรีดยางพารา การประกวดยางแผ่นดิบ การประกวดยางแผ่นรมควัน การจำหน่ายสินค้าภาคการเกษตร และสินค้า OTOP จากทุกจังหวัดทั่วประเทศมาจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม
          นายสฤษฎ์พงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดงานเกษตรแฟร์ และ OTOP จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 2 เป็นอีกหนึ่งภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ภายใต้การนำของนายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ที่ต้องการผลักดันภาคเกษตรของจังหวัดกระบี่ให้ได้รับการพัฒนา สร้างความหลากหลายในการเรียนรู้ และเปลี่ยนแนวคิดการในการประกอบอาชีพภาคการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ภาคการเกษตรในยุคใหม่ที่มีการนำวิชาการ และเทคโนโลยีมาปรับปรุงคุณภาพ และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ทันต่อการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างชาญฉลาดต่อไป
          สำหรับการจัดงานเกษตรแฟร์ และ OTOP จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ผ่านมา มีประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมงาน และจับจ่ายซื้อสินค้าภายในงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปีนี้ ทาง อบจ.กระบี่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันจัดงานขึ้นมาเป็นครั้งที่ 2 โดยภายในงานได้มีการปรังปรุง และพัฒนาด้วยการเพิ่มสีสันในเรื่องของการแสดง และกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เป็นจุดสนใจแก่นักท่องเที่ยว สร้างความพึงพอใจแก่ผู้ที่มาท่องเที่ยวงานดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ และพ่อค้าแม่ค้าอีกทางหนึ่งด้วย
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

โรงไฟฟ้ากระบี่เผยผลทดลองเดินเครื่องด้วยน้ำมันปาล์มสำเร็จ


ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าภาคใต้ เผยผลการทดลองนำน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตกระแสไฟฟ้าร่วมกับน้ำมันเตา ของโรงไฟฟ้าภาคใต้ จ.กระบี่ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ ไม่มีผลกระทบต่อระบบ
          นายสุรพล วงศ์ธัญญกรณ์ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าภาคใต้ (จ.กระบี่) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลการทดลองเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยน้ำมันปาล์มดิบ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จากการทดลองนำน้ำมันปาล์มดิบป้อนเข้าสู่ระบบเชื้อเพลิงของเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า ร่วมกับน้ำมันเตา โดยเริ่มทดลองเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา แต่มีปัญหาในเรื่องของระบบ และแก้ไขจนสามารถใช้งานได้ โดยใช้น้ำมันปาล์มไปประมาณ 4,500 ลิตร ผลปรากฎว่า สามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ ในอัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 100-170 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ
      
       นายสุรพล เปิดเผยอีกว่า ในการทดลองครั้งนี้เป็นการป้อนน้ำมันปาล์มเข้าสู่ระบบ ร่วมกับน้ำมันเตา ไม่ได้ใช้น้ำมันปาล์มทั้งระบบ โดยเปรียบเทียบกับการทำงานระบบหัวฉีดเครื่องยนต์ที่มีอยู่ จำนวน 24 หัว ใช้น้ำมันปาล์มเป็นชื้อเพลิงเพียง 2 หัว ส่วนที่เหลืออีก 22 หัว จะใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงตามปกติ ซึ่งก็ถือว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ดี ไม่มีผลกระทบต่อระบบการทำงานของเครื่องยนต์ เพียงแต่ต้องมีการปรับปรุงระบบอุ่นมันปาล์ม เพิ่มอุณหภูมิน้ำมันจาก 40 องศา เพิ่มขึ้นเป็น 80 องศา เพื่อให้ระบบการเผาไหม้ทำงานได้ดีขึ้น โดยจะใช้เวลาปรับปรุงระบบอีกประมาณ 45 วัน ก็พร้อมที่จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
      
       “อย่างไรก็ตาม น้ำมันปาล์มดิบใช้ร่วมกับน้ำมันเตาในการทดลองผลิตกระแสไฟฟ้าในครั้งนี้ ยังไม่ได้ใช้น้ำมันปาล์มในโครงการระบายสต๊อกน้ำมันปาล์มของรัฐบาล แต่เป็นน้ำมันปาล์มดิบที่ทางโรงไฟฟ้าภาคใต้ซื้อมาใช้ทดลอง จำนวน 1 หมื่นลิตรเท่านั้น ส่วนน้ำมันปาล์ม จำนวน 1 หมื่นตัน หรือประมาณ 10 ล้านลิตร ตามโครงการระบายปาล์มน้ำมันเกินสต๊อกของรัฐบาลนั้น อยู่ระหว่างรอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดส่งน้ำมันปาล์มดิบเพื่อให้โรงไฟฟ้าดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไปนายสุรพลกล่าว
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

ผู้ประกอบการเรือรับส่งนักท่องเที่ยวกระบี่ร้องขอทุ่นจอดเรือใหม่


ผู้ประกอบการเรือบริการรับส่งนักท่องเที่ยวอ่าวนาง และอ่าวไร่เลย์ ต.อ่าวนาง จ.กระบี่ เรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งติดตั้งทุ่นตามแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเพิ่ม หลังทุ่นเก่าที่ติดตั้งไว้นานหลายปีชำรุดเสียหายหลายจุด ส่งผลให้ต้องทิ้งสมอบริเวณหน้าหาด หวั่นทำแนวปะการังเสียหาย และ นทท.ได้รับความเดือดร้อน
          นายสมบูรณ์ หง้าฝา ประธานชมรมผู้ประกอบการเรือหางยาวอ่าวนาง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องทุ่นผูกเรือที่ทางอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปติดตั้งบริเวณแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เช่น บริเวณทะเลแหวก เกาะทับ เกาะหม้อ และเกาะปอดะ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางทะเลเกิดชำรุดเสียหายจำนวนมาก ไม่สามารถใช้งานได้
          ส่งผลให้เรือหางยาว และเรือรับส่งนักท่องเที่ยวที่มาจอดรับส่งนักท่องเที่ยวต้องทิ้งสมอลงบริเวณทะเลหน้าหาด ซึ่งบางจุดมีแนวปะการังอยู่จำนวนมาก ทำให้แนวปะการังได้รับความเสียหายจากการทิ้งสมอ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตั้งทุ่นผูกเรือเพื่อป้องกันแนวปะการังตามแหล่งท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน
          นายสมบูรณ์ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนำทุ่นใหม่มาติดตั้ง เพราะช่วงไฮซีซันจะมีเรือทั้งสปีดโบต และเรือหางยาวจอดหน้าหาดตามเกาะแก่งต่างๆ จำนวนมาก วันละไม่ต่ำกว่า 200-300 ลำ ซึ่งขณะนี้ใกล้จะหมดฤดูกาลท่องเที่ยวแล้วยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแล หวั่นปะการัง แหล่งดำน้ำ ชายหาดที่สวยงามและมีชื่อเสียงของกระบี่ ของประเทศได้รับความเสียหาย
           นอกจากนี้ ทางชมรมฯ ต้องการให้มีการวางแนวทุ่นบริเวณจุดเล่นน้ำของนักท่องเที่ยว เพราะที่ผ่านมา เคยเกิดอุบัติเหตุจากเรือที่วิ่งผ่านจุดเล่นน้ำทำให้นักท่องเที่ยวที่เล่นน้ำอยู่ได้รับบาดเจ็บ บางรายก็ถึงขั้นเสียชีวิต จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ปัจจุบัน ผู้ประกอบการก็ต้องลงขันกันหาทุ่นมาติดตั้งเอง เพื่อกำหนดแนวเขตเรือวิ่งตามจุดเล่นน้ำของนักท่องเที่ยว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และชื่อเสียงของจังหวัดกระบี่ เพราะหากว่านักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บจากเรือโดยสารให้บริการ ก็เท่ากับว่าไม่มีความปลอดภัยในชีวิต หากข่าวแพร่สะพัดออกไปมากๆ ก็จะทำให้จังหวัดกระบี่เสียหายได้ นายสมบูรณ์กล่าว
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ททท.จัดคาราวานมหัศจรรย์...รัก (ษ์) ณ กระบี่ ดึงนักท่องเที่ยวไทยเข้าเพิ่ม


ททท.กระบี่ ต้อนรับคาราวานมหัศจรรย์...รัก (ษ์) ณ กระบี่ ดึงนักท่องเที่ยวไทยเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
      
       วันที่ 15 ก.พ.56  ที่บริเวณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกระบี่ นางวิยะดา ศรีรางกูล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกระบี่ นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวคู่รักวีไอพี จำนวน 14 คู่ อย่างอบอุ่น ตามโครงการ คาราวานมหัศจรรย์...รัก(ษ์) ณ กระบี่ (มิราเคิล ออฟเลิฟ) ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกระบี่ ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด บริษัท วิริยะประกันภัยจำกัด จัดขึ้นเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์จังหวัดกระบี่ เป็น Romantic & Green Destination
          นางวิยะดา ศรีรางกูล ผอ.ททท.สำนักงานกระบี่ กล่าวว่า สำหรับโครงการ คาราวานมหัศจรรย์รัก (ษ์) ณ กระบี่ เป็นการทำโปรแกรมขายให้แก่คู่รัก โดยทาง ททท.สำนักงานกระบี่ ได้ทำร่วมกับ ธ.กรุงเทพ และ บ.วิริยะประกันภัย ระหว่างวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2556 รวม 3 วัน 2 คืน โดยนำนักท่องเที่ยวคู่รัก จำนวน 14 คู่รัก เดินทางท่องเที่ยวเส้นทางบ้านเกาะกลาง ทะเลแหวก อ่าวไร่เลย์ หาดถ้ำพระนาง และท่าปอมคลองสองน้ำ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เป็นกลุ่มคู่รัก คู่แต่งงาน หรือคู่ Honeymoon เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวของจ.กระบี่ มีความสวยงาม หลากหลาย โรแมนติกติดอันดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล
      
       โดยไฮไลต์ คือ การสักการะขอพรพระนาง ที่ถ้ำพระนาง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สำคัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่รัก ที่แสดงถึงความรักอันบริสุทธิ์ทั้งต่อเพื่อนมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ กิจกรรมในโครงการดังกล่าวจะเน้นการเดินทางท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนบ้านแบบดั้งเดิมที่เรียบง่ายมีแต่ความสุข กิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งใน Miracle Season @Krabi;Miracle of Love ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์
      
       สำหรับคาราวานรัก (ษ์) ณ กระบี่ ในครั้งนี้ เป็นคาราวานที่นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวและบริการที่สุดหรู เพื่อแสดงถึงความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end คาดว่าผู้ร่วมเดินทางครั้งนี้จะได้รับความประทับใจ และกลับไปบอกเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง ซึ่งในแง่ของการส่งเสริมการตลาดถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลดี และน่าเชื่อถือ เสริมสร้างภาพลักษณ์ จ.กระบี่ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ และกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ได้ตลอดทั้งปี โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเป็นนักท่องเที่ยวไทยเป็นหลัก
โดย.. ASTV Manager ภาคใต้

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อุทยานฯ เตรียมไล่นายทุนพ้นเกาะปอดะ จ.กระบี่


อุทยานหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เตรียมขับไล่นายทุนเรียกเก็บเงินนักท่องเที่ยวพ้นเกาะปอดะ หลังศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุธรณ์ ให้เอกชนแพ้คดี
          กรณีที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติได้ร้องเรียนไปที่สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เรียกร้องให้อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ตรวจสอบกรณีมีกลุ่มบุคคลของเอกชนรายหนึ่งที่ครอบครองเกาะปอดะ เรียกเก็บค่าขึ้นเกาะจากนักท่องเที่ยวคนละ 20 บาท อ้างว่าเป็นเกาะส่วนตัว ซึ่งเป็นการเก็บซ้ำซ้อนกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แม้ว่าเกาะดังกล่าวเมื่อเดือนธันวาคม 2554 ศาลฎีกาได้พิพากษาให้เอกชนรายนี้ออกจากพื้นที่ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
      
       ล่าสุด วันที่ 5 ก.พ.56 นายไชธัช บุญภูมพันตันติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า กรณีคดีเกาะปอดะ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ ที่กำลังเป็นข่าวมีเอกชนเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว โดยอ้างว่าเป็นเกาะส่วนตัวนั้น โดยข้อเท็จจริงที่ผ่านมาเมื่อปี 2536 อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเอกชนรายหนึ่งในข้อหาบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ และเมื่อเข้าสู่ชั้นศาล ทางผู้ครอบครองได้อ้างสิทธิว่ามีเอกสารสิทธิ เป็น น.ส.3 ก. รวม 4 แปลง เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ จึงได้มีการต่อสู้กันในชั้นศาล จนถึงศาลฎีกา
      
       และเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ศาลฎีกาได้พิพากษาให้เอกชนรายนี้แพ้คดี ให้ออกจากพื้นที่พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสาร น.ส.3 ก.ทุกแปลง แต่ขณะนี้พบว่าเอกชนรายดังกล่าวไม่ยอมออกจากพื้นที่ ยังมีการทำประโยชน์ในพื้นที่อยู่ ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะส่งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เข้าตรวจสอบหากพบว่ายังมีการเรียกเก็บเงิน หรือทำประโยชน์ในพื้นก็จะจับกุมบุคคลที่เรียกเก็บเงินนักท่องเที่ยว
      
       นายไชธัช กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางอุทยานฯ ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกรมที่ดิน และทางกรมที่ดินได้แจ้งไปยังเอกชนรายดังกล่าว เพื่อให้นำเอกสาร น.ส.3 ก.ทั้ง 4 ฉบับ เพื่อมาทำการเพิกถอน แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากเอกชนรายนี้ ซึ่งหลังจากนี้ทางกรมที่ดินก็จะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเพิกถอน เพราะถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ในส่วนของอุทยานฯ นั้น หลังจากนี้ก็ต้องเข้าไปจัดการกับบุคคลที่เรียกเก็บเงิน ส่วนสิ่งปลูกสร้างก็จะประกาศรื้อถอนตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ มาตรา 22 โดยจะให้เอกชนเป็นผู้รื้อ แต่หากเอกชนไม่ยอมรื้อ ทางอุทยานฯ ก็จะเข้าไปจัดการเอง โดยเอกชนเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน
ข้อมูลจาก.. ASTV Manager ภาคใต้