วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สมาพันธ์ครูภาคใต้จี้ ตร.กระบี่คลี่คลายคดี ผอ.โรงเรียนถูกยิง


สมาพันธ์ครูภาคใต้ ยื่นหนังสือเร่งรัด ผกก.สภ.เมืองกระบี่ เร่งติดตามคดียิง ผอ.โรงเรียนนาพรุ จ.กระบี่ พร้อมมอบช่อดอกไม้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ผู้กำกับเผยรู้ตัวคนร้าย และเตรียมออกหมายจับพรุ่งนี้
          เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 20 พ.ค.55 สมาชิกสมาพันธ์ครูภาคใต้ ประมาณ 20 คน นำโดยสมศักดิ์ ทองแก้ว เลขาธิการสมาพันธ์ครูภาคใต้ นายยุทธนา จินดา รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา จ.กระบี่ ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ทักษิณ โภชากรณ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ เพื่อยื่นหนังสือเร่งติดตามคดี คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายพรทิพย์ เทพทอง อายุ 50 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาพรุบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนคนร้ายอยู่ระหว่างหลบหนี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา เหตุเกิดที่หน้าปาร์ควิวแมนชั่น ถนนประชาอุทิศ ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว
      
       โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตามที่นายพรทิพย์ เทพทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาพรุและเป็นประธานเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอลำทับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ถูกฆาตกรรม เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา กระทบต่อขวัญและกำลังใจในความปลอดภัยชีวิต และทรัพย์สินของข้าราชการครูเป็นอย่างมาก ตลอดจนเป็นที่กล่าวขาน ของประชาชนในสังคมโดยทั่วไป
           จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกระบี่ ได้เร่งดำเนินการสอบสวนติดตามผู้กระทำผิด ซึ่งบัดนี้ผลการดำเนินการมีความคืบหน้าตามลำดับ ดังนั้น ในนามสมาพันธ์ครูภาคใต้ สมาคมผู้บริหารสถานศึกษ จ.กระบี่ สมาคมผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอเหนือคลอง และชมรมครูประถมศึกษา จ.กระบี่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ขอขอบพระคุณ และร่วมสนับสนุนและให้กำลังใจทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกฝ่ายในการติดตามผู้ กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่ของข้าราชการครูต่อไป
       
       ด้าน พ.ต.อ.ทักษิณ กล่าวว่า คดีดังกล่าวมีความความคืบหน้าไปมาก ขณะนี้ได้เรียกพยานบุคคลมาสอบปากคำไปหลายปากแล้ว ซึ่งมีประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก จนสามารถรู้ตัวคนร้ายแล้ว โดยทราบว่าคนร้ายรายนี้เพิ่งออกจากคุกเมื่อไม่นานมานี้ คาดว่าไม่เกินวันพรุ่งนี้สามารถออกหมายจับคนร้ายรายนี้ได้ สำหรับประเด็นที่จูงใจให้คนร้ายลงมือยิง ผอ.โรงเรียนรายนี้มุ่งปมไปที่เรื่องชิงทรัพย์ เนื่องจากหลังเกิดเหตุรถของ ผอ.หายไปด้วย
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

พบหญิงอ้วนหนักกว่า 200 ที่กระบี่ อยู่อย่างทรมานกับแม่วัยชรา


พบหญิงเป็นโรคอ้วน น้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม อาศัยอยู่กับมารดาวัยชราในเพิงพักเล็กๆ มารดาเผย เริ่มมีอาการผิดปกติตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ด้วยความที่มีฐานะยากจนจึงไม่มีเงินรักษา ต้องอยู่อย่างทรมาน ล่าสุด น้ำหนักเพิ่มจนลุกขึ้นไม่ได้ ต้องใช้คนช่วยยกถึง 4 คน วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ
           เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 20 พ.ค.55 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายสมยศ แย้มโอษฐ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยประชาสันติสุขคลองท่อม ว่า พบหญิงสาวป่วยเป็นโรคอ้วน น้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม ฐานะยากจน อาศัยอยู่กับแม่วัยชราอยู่อย่างยากลำบาก ในเพิงพักเล็กๆ ในสวนปาล์มน้ำมัน ม.4 ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ จึงเดินทางไปตรวจสอบ
      
       เมื่อไปถึง พบหญิงสาวรูปร่างอ้วน ทราบชื่อ คือน.ส.วันเพ็ญ พิมพ์ศรี อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44/1 ม.4 ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ นั่งอยู่ในเพิงพัก ขนาด กว้าง 2.5 เมตร ยาว3 เมตร สภาพชำรุดทรุดโทรมหลังคามุงสังกะสี ผนังด้านข้างกั้นด้วยไม้ไผ่ ส่วนด้านหน้าไม่มีผนังกั้น อาศัยอยู่มารดา ชื่อ นางผัน หนูทอง อายุ 70 ปี
      
       นางผัน เล่าว่า น.ส.วันเพ็ญ ลูกสาว เริ่มมีอาการผิดปกติตั้งแต่อายุ 18 ปี พาไปรักษาอาการป่วยทางสมอง และแพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมองที่โรงพยาบาล มอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังจากนั้น ก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิน 100 กิโลกรัม ล่าสุด เมื่อปีที่ผ่านมา ชั่งน้ำหนักได้ 200 กิโลกรัม แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถชั่งน้ำหนักได้ เพราะน.ส.วันเพ็ญลุกขึ้นยืนบนตาชั่งไม่ได้ ต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่ตลอดเวลา จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลในอำเภอคลองท่อม ก็ต้องใช้คนช่วยยกถึง 4 คน จึงจะสามารถพาขึ้นรถได้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้มูลนิธิกู้ภัยฯ มาคอยรับส่งอยู่ แต่พอน้ำหนักเพิ่ม ทำให้เปลหักไปแล้ว 1 อัน
      
       นางผัน กล่าวอีกว่า ตนไม่มีอาชีพอะไร เพราะอายุมากแล้วไม่มีใครจ้างทำงาน ได้รับเบี้ยคนชราเพียงเดือนละ 500 บาท ไม่พอค่ารักษาพยาบาลลูก นอกจากนี้ ลูกสาวยังป่วยเป็นโรคเบาหวาน และโรคแทรกซ้อนอีกหลายโรค จึงต้องเลี้ยงดูบุตรสาวตามมีตามเกิด ส่วนลูกคนอื่นๆ ก็แยกไปมีครอบครัวหมดแล้ว ไม่มีเวลามาดูแล
      
       ส่วนเพิงพักก็อยู่ในที่คนอื่น สภาพก็ชำรุดมาก ไม่มีห้องน้ำ ต้องเจาะพื้นไม้ให้เป็นรูเพื่อให้ลูกได้ขับถ่าย ส่วนอาหารการกินก็มีเพื่อนบ้านเอามาให้บ้าง บางครั้งลูกๆ กลับจากทำงานก็เอามาให้บ้าง สิ่งที่ต้องการตอนนี้ก็คือ ที่อยู่อาศัยที่พอจะมีห้องน้ำ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เพราะรักษามา 14 ปีแล้ว อยากให้ลูกหายป่วย ไม่อยากให้ลูกต้องทนทุกข์ทรมาน
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ฮือฮาพบแหล่งลูกปัดแห่งใหม่ในป่าชายเลนที่กระบี่


ฮือฮา !พบแหล่งลูกปัดแห่งใหม่บริเวณลำคลองในป่าชายเลนคลองท่อม ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ชาวบ้านแห่ไปขุดกันเป็นจำนวนมาก เชื่อเป็นลูกปัดโบราณชนิดเดียวกันกับลูกปัดคลองท่อม ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องการให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาดูเพื่อให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
            เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 20 พ.ค.55 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าได้มีชาวบ้าน ม.2 ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ขุดพบลูกปัดโบราณภายในลำคลอง ในป่าชายเลนคลองท่อม ต. คลองท่อมใต้ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่า พื้นที่ที่ชาวบ้านขุดหาลูกปัดเป็นลำคลองอยู่ภายในป่าโกงกาง มีน้ำทะเลขึ้นลง โดยมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังใช้อวนช้อนก้อนหินที่อยู้ท้องคลองพร้อมกับร่อน ไปมาเพื่อให้ดินโคลนหลุดออกเหลือแต่ก้อนหิน เพื่อหาลูกปัดโบราณ และของมีค่าหลังมีการขุดเจอลูกปัดจำนวนมาก ภายในลำคลองตลอดแนวระยะทางหลายกิโลเมตร
      
       โดยลูกปัดที่ชาวบ้านขุดได้มีหลากหลายสี หลายแบบ และมีรูตรงกลาง ซึ่งมีความสมบูรณ์มาก โดยมีขนาดตั้งแต่หัวไม้ขีดไฟ ไปจนถึงเท่าปลายนิ้ว เหมือนกับลูกปัดโบราณที่ขุดพบบริเวณวัดคลองท่อม ต่างกันตรงที่หลังวัดคลองท่อมอยู่บนบก ส่วนที่ชาวบ้านพบใหม่อยู่ในลำคลอง และเป็นคลองน้ำเค็ม
            นายธีระพงศ์ สิทธิศักดิ์ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 160 ม.2 ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม เล่าว่าเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ได้มีชาวบ้านในบริเวณดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประมง ได้ขุดพบลูกปัดโดยบังเอิญ ขณะออกหาปลาบริเวณดังกล่าว จากนั้นก็กลับมาเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง เมื่อชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างก็ออกมาขุดดินโคลนตลอดแนวลำคลองเพื่อร่อนหาลูก ปัดกันอย่างไม่ขาดสาย ชาวบ้านคาดว่าลูกปัดที่พบ น่าจะเป็นลูกปัดชนิดเดียวกันกับที่บริเวณหลังวัดคลองท่อม ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร
      
       นายสิทธิศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าชาวบ้านในพื้นที่จะทราบว่า ลูกปัดเป็นของที่มีค่ามีราคา เช่น แหวน เครื่องสังคโลก เงินยวง กริชโบราณ แต่ก็ไม่ได้นำไปขาย เนื่องจากต้องการที่จะอนุรักษ์ไว้ตามธรรมชาติ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของชุมชน เพราะบริเวณป่าชายเลนยังมีความอุดมสมบูรณ์ และยังพอมีสัตว์น้ำให้ชาวประมงได้ทำมาหากิน แต่ที่ผ่านมาก็มีนายทุนเข้ามาออกเอกสารสิทธิครอบครองไปแล้วจำนวนหลายแปลง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เพื่อรักษาธรรมชาติในพื้นที่ไว้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ม็อบสวนปาล์มกระบี่วุ่น ตร.ภ.8.ตั้งทีมพิเศษหาคนผิดลงโทษ


ม็อบสวนปาล์มกระบี่ไม่จบ รอง ผบช.ภ.8 ลง สั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสางคดีเพื่อนำคนทำผิดมาลงโทษ ป้องปรามการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ พร้อมสั่งเตรียมพร้อมกำลังชุดปราบจลาจล 2 กองร้อย เข้ารักษาความสงบในพื้นที่หากเกิดเหตุวุ่นวายขึ้น
          เวลา 10.30 น.วันที่ 18 พ.ค.55 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ พล.ต.ต.วีรพงษ์ ชื่นภักดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นประธานการประชุมหารือแก้ไขปัญหากลุ่มมวลชน เข้ายึดสวนปาล์มหมดสัมปทานขอสิทธิที่ดินทำกิน ในพื้นที่ตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีแนวโน้มเกิดความรุนแรง เนื่องจากมีการยิงปะทะกันระหว่างคนดูแลสวนปาล์มกับกลุ่มมวลชนที่เข้ายึดสวน ปาล์ม จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ โดยมี พล.ต.ต.จำรูญ รื่นรมย์ ผู้บังกับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ รองผู้บังคับการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
      
       พล.ต.ต.วีรพงษ์ ชื่นภักดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีกลุ่มมวลชนเข้ายึดสวนปาล์มที่หมดสัมปทาน จำนวน 3 แปลงในพื้นที่ ตำบลคลองขนาน ก็ได้มีคดีทำร้ายร่างกาย โดยการใช้กำลังกายและกำลังอาวุธซึ่งกันและกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎรจะต้องเข้ามาดูแลความสงบเรียบ ร้อยในภารกิจของตำรวจ และเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความราบราบรื่น ก็ได้มีการตั้งทีมพิเศษขึ้นมาเพื่อช่วยเสริมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจาก หน่วยงานอื่น ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ด้วยความปลอดภัยขึ้น
           รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวอีกว่า สำหรับทีมพิเศษที่ตั้งขึ้นมา ประกอบด้วย ทีมสืบสวน ทีมสอบสวน ทีมป้องกันเหตุ และกำลังเสริม โดยคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่มีกลุ่มมวลชนเข้ายึดสวนปาล์มในพื้นที่ตำบลคลองขนาน มีคดีเกิดขึ้นแล้วจำนวนกว่า 20 คดี มีทั้งคดีบุกรุก และการใช้อาวุธ ซึ่งเกินขีดกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองขนาน ก็ได้ให้มอบสำนวนให้ทีมพิเศษเป็นผู้ดูแล ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และรัดกุมที่สุด สำหรับผู้ที่กระทำผิดก็จะต้องมีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้ใดใช้อำนาจบาตรใหญ่โดยไม่ชอบ
            นายสุนทร เครือหลี ป้องกันจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สำหรับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ที่กลุ่มมวลชนเข้าไปอยู่อาศัยเพื่อป้อง ปรามการทำผิดกฎหมาย ขณะนี้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เซ็นคำสั่งส่งเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน หรือชุดเฉพาะกิจผู้ว่าฯ เข้าไปสมทบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 3 ชุด เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในพื้นที่ มากที่สุด
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสั่งเตรียมพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปราบปราม จลาจล จำนวน 2 กองร้อย พร้อมแก๊สน้ำตา เพื่อเตรียมความพร้อมในรักษาความสงบเรียบร้อยของกลุ่มมวลชน
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ม๊อบสวนปาล์มกระบี่จับจนท.ป่าไม้ขณะเข้าตั้งฐานล่าสุดปล่อยแล้ว


ผู้อำนวยสำนักจัดการาทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ เข้าเจรจากับแกนนำม็อบเกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน ตำบลคลองขนาน อ.เหนือคลองจ.กระบี่ ป้องกันเหตุบานปลาย หลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ถูกจับกุมตัว7 คน ขณะเข้าตั้งฐานปฏิบัติการ สุดท้ายทางแกนนำม็อบก็ยอมปล่อยตัว และยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตั้งฐานปฏิบัติการในบริเวณใกล้เคียงได้
           วันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา นายเผชิญ โมฬี ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ เปิดเผยว่าได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าจังหวัดกระบี่ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน อ.เหนือคลอง จำนวนประมาณ 50 นาย เดินทางเข้าพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน ขาดอายุสัมปทานของห้างหุ้นส่วนจำกัดกระบี่รวมภัณฑ์ บ้านคลองหวายเล็ก ม.6 ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และเข้าเจรจาทำความเข้าใจกับแกนนำ เพื่อป้องกันเหตุบานปลาย หลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประมาณ 7 คน ถูกม๊อบสวนปาล์มจับกุมตัวเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะเข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ แต่สุดท้ายทางแกนนำม็อบก็ยอมปล่อยตัว หลังควบคุมตัวได้ประมาณ 1 ชั่วโมง
             นายเผชิญ กล่าวอีกว่า ในการเข้ามาในพื้นที่ เพื่อเจรจาทำความเข้าใจกับบกลุ่มราษฎรที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดปัญหาเข้าใจผิดกันเล็กน้อย กับกลุ่มราษฎรที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ เนื่องจาก มีการพังแนวรั้วกั้นและปลดธง ที่ทางราษฎรที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่อยู่ก่อนได้ปักไว้ แต่หลังเจรจากันประมาณ 1 ชั่วโมง สุดท้ายก็สามารถตกลงกันได้ โดย ทางกลุ่มราษฎรยอมให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติ การได้ในบริเวณใกล้เคียง เพื่อช่วยสอดส่องดูแลไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาตัดผลปาล์ม เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม
            นายเผชิญ กล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาที่กลุ่มคนเข้ามาลักตัดผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่ นั้น ได้มีการจับกุมไปแล้ว 2 คดี แต่ไม่พบตัวผู้กระทำผิด ซึ่งได้นำผลปาล์มของกลางที่ยึดได้ไปจำหน่ายได้เงินประมาณ 3 พันบาท และนำเงินเข้าคลังไปแล้ว ส่วนการดำเนินการสำรวจพื้นที่ขาดอายุสัมปทานขณะนี้ได้มีการสำรวจครบทุกแปลง แล้ว อยู่ระหว่างการขึ้นรูปแผนที่ เพื่อแยกว่า เป็นของผู้รับอนุญาตสัมปทานครอบครองทำประโยชน์เท่าไหร่ และมีราษฎรครอบครองอยู่เท่าไหร่ เพื่อรวบรวมข้อมูลนำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พิจารณา.ดำเนินการต่อไป
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

เผยต่างด้าวเข้ากระบี่กว่าหมื่น แต่พิสูจน์สัญชาติแค่ 3 พัน


จ.กระบี่ ให้ความรู้นายจ้างด้านกฎหมายจ้างแรงงานต่างด้าว จัดหางานระบุ มีแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้าทำงานตามสถานประกอบการในจังหวัดกระบี่กว่า 1 หมื่นคน ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วกว่า 3 พันคน
          เวลา 10.00 น.วันที่ 17 พ.ค.55 นายวีระ จันทรทิพรักษ์ ปลัดจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมายแก่นายจ้าง เพื่อให้นายจ้างมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับคนต่างด้าวเข้าทำงานถูก ต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และวิธีปฏิบัติในการขอรับใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวประเภทต่างๆ โดยมีนายจ้างทุกสาขาอาชีพเข้าร่วมอบรม จำนวน 80 คน จัดขึ้น ณ ห้องประชุมพุทธานุภาพ (ชั้น4) ศูนย์ราชการกระทรวงแรงงานจังหวัดกระบี่
      
       นายวีระ จันทรทิพรักษ์ ปลัดจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่มีการประกอบการที่หลากหลาย ทั้งในภาคเกษตร ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว และบริการอื่นๆ ที่คนไทยไม่นิยมทำ ในขณะที่ธุรกิจมีความต้องการแรงงานมากขึ้น จึงทำให้เป็นโอกาสของคนต่างด้าวทั้งเข้าเมืองโดยถูกกฎหมาย และหลบหนีเข้าเมืองเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย และจังหวัดกระบี่มากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีกฎ กติกา ในการควบคุมดูแลให้คนเหล่านี้อยู่ในกรอบ ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้ต่างชาติถือเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า หรือกล่าวหาประเทศไทยมีการค้ามนุษย์ได้
      
       นางอิงอร ช่วยจวน จัดหางานจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551ได้ปรับปรุงระบบการทำงานของคนต่างด้าวให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนทาง เศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่นายจ้าง โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การยกเลิก การกำหนดการทำงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำเปลี่ยนเป็นการกำหนดงานที่ให้คน ต่างด้าวทำได้ การกำหนดให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจ้างคนต่างด้าวจากนายจ้างที่จ้าง คนต่างด้าว ซึ่งไม่ใช่ช่างฝีมือหรือช่างชำนาญการ
      
       การขอรับใบอนุญาตทำงาน และการออกใบอนุญาตทำงานสำหรับคนต่างด้าวประเภทต่างๆรวมถึงการกำหนดให้ ลูกจ้างต่างด้าวซึ่งได้รับใบอนุญาตทำงานตามประเภทที่กำหนดต้องส่งเงินเข้า กองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวให้กลับออกไปนอกราชอาณาจักร สำหรับจังหวัดกระบี่ มีแรงงานต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตทำงาน จำนวน 10,957 คน โดยในจำนวนดังกล่าว มีคนต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน 3,791 คน
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

ตร.เขาพนม กระบี่ รวบพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ พบมีเงินหมุนเวียนในบัญชีวันละเป็นล้าน


ตำรวจเขาพนม จ.กระบี่ ร่วม นปพ.รวบนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ได้ของกลางทั้งยาบ้า ยาไอซ์ พร้อมหลักฐานเงินหมุนเวียนในบัญชีวันละเกือบล้านบาท เตรียมขยายผลเครือข่ายต่อไป
      
       วันที่ 16 พ.ค.55 พ.ต.ท.สมพงษ์ ครุฑสุวรรณ สว.นปพ.กระบี่ พ.ต.ท.สันติ คงศรี พงส.สภ.เขาพนม จ.กระบี่ พร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.เขาพนม จ.กระบี่ แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ได้ผู้ต้องหา 1 คน คือ นายกุญชร สุมงคล อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 ม.1 ต.เขาดิน อ.เขาพนม จ.กระบี่ พร้อมด้วยของกลางยาไอซ์ หนัก 38.38 กรัม ยาบ้า 232 เม็ด เครื่องชั่งดิจิตอล 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ซิมการ์ด 14 ซิม สมุดบัญชีรายชื่อลูกค้า 12 เล่ม ใบบันทึกรายการโอนเงินธนาคารต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งมีเงินหมุนเวียนเกือบล้านบาทต่อวัน
      
       สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า ที่บ้านหลังดังกล่าวซึ่งอยู่ที่สี่แยกควรทัง หมู่ที่ 1 ต.เขาดิน อ.เขาพนม จ.กระบี่ ได้มีผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ จึงสนธิกำลังเข้าทำการตรวจค้นภายในบ้านดังกล่าว แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้มาตรวจค้นรถยนต์มิตซูบิชิ สีดำ หมายเลขทะเบียน กค 5713 ที่จอดอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นรถของ นายกุญชร เจ้าหน้าที่พบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในตุ๊กตาหมีสีเหลือง ที่วางตรงเบาะหน้ารถ และได้ตรวจพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในลำโพง จึงได้ควบคุมตัวไว้ อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนพบว่า ในเครือข่ายของนายกุญชรนั้น ยังมีผู้ค้าอีกหลายราย ซึ่งจะได้ขยายผลต่อไป
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โจรแสบขโมยแบตเตอรี่เสาไฟฟ้าที่กระบี่ ทำไฟดับตลอดสาย


 กระบี่ - โจรแสบแอบขโมย แบตเตอรี่เสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนกว่า 30 ลูก ทำให้ไฟฟ้าส่องสว่างริมถนนดับตลอดสายระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ชาวบ้านใช้รถใช้ถนนเดือดร้อนมานานกว่าครึ่งเดือน วอนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข
            เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 13 พ.ค.55 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน และชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณถนนท่าเรือโดยสารท่องเที่ยวปากคลองจิหลาด ทางเข้าศูนย์รวมราชการจังหวัดกระบี่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ หมู่ที่ 7 ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ ว่าได้รับความเดือดร้อนมานานกว่าครึ่งเดือน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนเนื่องจาก ไฟส่องสว่างริมถนนจำนวนกว่า 30 ต้นที่ติดตั้งริมถนนทางตั้งแต่หน้าวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ไปจนถึงท่าเทียบเรือโดยสารท่องเที่ยว และสำนักงาน อบจ.กระบี่ ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ไฟดับตลอดทางไม่สามารถใช้การได้ทำให้ถนนมืดตลอดสาย
           นายบัญญัติ ศรีสกุล อายุ 35 ปี ชาวบ้านที่อาศัยบริเวณดังกล่าว กล่าวว่า สาเหตุที่ไฟฟ้าส่องสว่างริมถนนสายดังกล่าวไม่สามารถใช้การได้ เนื่องจากเมื่อช่วงประมาณ 15 วันที่ผ่านมาได้ถูกคนร้ายขโมยแบตเตอรี่ตามเสาไฟซึ่งชาร์จด้วยระบบพลังงานแสง อาทิตย์ไปหมดเกลี้ยงรวมจำนวนกว่า 30 ลูก ทำให้ไม่มีไฟฟ้าเลี้ยงหลอดไฟส่องสว่างในตอนกลางคืน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขด้วย เพราะตอนกลางคืนมองไม่เห็นผิวจราจร หวั่นเกิดอุบัติเหตุ และเป็นเส้นทางไปยังท่าเทียบเรือท่องเที่ยว และทางไปสถานที่ราชการหลายหน่วยงาน
           สำหรับเสาไฟฟ้าระบบโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งในบริเวณดังกล่าวจำนวนกว่า 30 ต้นเป็นของ อบจ.กระบี่ ที่ได้จัดสร้างไว้ด้วยงบประมาณ 3.5 ล้านบาท เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวมีแสงส่องสว่างในช่วงกลางคืน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนที่ใช้ถนนดังกล่าว และบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่วนราชการที่สำคัญของจังหวัด มีหน่วยงานราชการตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์

ตร.กระบี่อบรมอาสาสมัครตำรวจชุมชน ดึงท้องถิ่นมีส่วนร่วมแก้ปัญหาอาชญากรรม


ตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่จัดโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครตำรวจชุมชนจำนวนกว่า 100 คน เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจการของตำรวจ และร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด
     
       เมื่อวันที่ 11 พ.ค.55 ที่ผ่านมา ที่ห้องธารา โรงแรมกระบี่มาริไทม์ ปาร์ค แอนด์ สปา รีสอร์ท อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ต.จำรูญ รื่นรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครตำรวจชุมชน ประจำปี 2555 และพิธีมอบเกียรติบัตร ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 1 รุ่น โดยมีอาสาสมัครตำรวจชุมชนจากสถานีตำรวจภูธรทั้ง 10 แห่งใน จ.กระบี่ เข้าร่วมการฝึกอบรมในครั้งนี้ จำนวน 100 คน โดยใช้เวลาในการฝึกอบรมทั้งสิ้น 2 วัน ระหว่างวันที่ 10 - 11 พ.ค. 2555
           พล.ต.ต.จำรูญ รื่นรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเป็นภารกิจหลักของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่การที่ให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จะต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนหรือชุมชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเข้าไปดำเนินการเสริมสร้างแนวความคิดการมีส่วน ร่วมของประชาชน และสนับสนุนช่วยเหลือในการจัดตั้งองค์กรชุมชนหรือประชาคม เพื่อความร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ประสานงานในการดำเนินการ ดังกล่าวตามสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน
     
       ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางอันเดียวกัน ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่นและองค์กรมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ พ.ศ. 2551 ตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ จึงจัดทำโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครตำรวจชุมชนขึ้น โดยให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัดส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกัน อาชญากรรมในชุมชนให้มีประสิทธิภาพ ปฏิบัติงานร่วมกับเครือข่ายชุมชนลักษณะปฏิบัติการในการป้องกันอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อช่วยรักษาความสงบสุขของชุมชนและท้องถิ่นต่อไป
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตร.กระบี่แถลงผลจับแก๊งลัก จยย.ส่งขายเพื่อนบ้าน


ตำรวจภูธรกระบี่ แถลงผลการจับกุมแก๊งลักรถจักรยานยนต์ ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ต้องหา 5 คน ของกลางรถ จยย.กว่า 10 คัน พร้อมขยายผลจับเพิ่มอีก 1 คน เป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถ ตร.เผยนำรถไปขายแล้วเป็นร้อยคัน
           เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 10 พ.ค.55  พล.ต.ต.จำรูญ รื่นรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ พ.ต.อ.บุญทวี โตรักษา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่, พ.ต.อ.ทักษิณ โภชากรณ์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่, พ.ต.ท.ชัชวาล นิลจันทร์ สว.สส.สภ.เมืองกระบี่, ร.ต.ท.สัญญา ธรรมรัตน์ รอง สว.สส.สภ.เมืองกระบี่ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งลักรถจักรยายนต์ ได้ผู้ต้องหาจำนวน 6 คน ประกอบด้วย
      
       นายชวลิต หรือบอย นวลจันทร์ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 ม.2 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่, นายนภดล หรือปอนด์ วัฒนาชัยวรกุล อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108/9 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.กระบี่, นายเดชา หรือย้อย ทองทิพย์ อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 54 ม.3 ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่
      
       นายอัครเดช หรือปอ อุ่นนุช อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99 ม.1 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่, นายกอบกฤต งานแข็ง อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 226/134 ม.7 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ และนายสุกิตต์ หรือเร (เจ้าของอู่ซ่อมรถ) ทับเที่ยง อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ถ.คงคา ต.ปากน้ำ อ.เมือง พร้อมของกลางรถจักรยายนต์ จำนวน 10 คัน ประกอบด้วย รถจักรยายนต์ฮอนด้าเวฟ หมายเลขทะเบียน กษร 103 กระบี่ ซึ่งเป็นรถที่ผู้ต้องหาใช้ก่อเหตุ รถจักรยายนต์ ฮอนด้าเวฟไม่มีทะเบียน จำนวน 3 คัน และรถจักรยายนต์ฮอนด้าคลิก ไม่มีทะเบียน 1 คัน นอกจากนั้น เป็นรถจักรยายนต์นำเข้ายี่ห้ออื่นๆ ที่ไม่มีทะเบียน อีกจำนวน 5 คัน
            ทั้งนี้ ก่อนขยายผลการจับกุม นายสุกิตต์ หรือเร ทับเที่ยง ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ถนนเหมทานนท์ ต.ปากน้ำ เนื่องจากตำรวจได้รับแจ้งว่ามีเหตุขโมยรถจักรยานยนต์เกิดขึ้นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงออกทำการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้าย กระทั่งสืบทราบว่า นาย น. (นามสมมติ) อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108/9 ถนนอุตรกิจ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.กระบี่ และนายกอบกฤต งานแข็ง อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 226/134 ม.7 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ เป็นคนก่อเหตุ จึงได้ติดตามจับกุม และสามารถจับกุมได้พร้อมรถของกลางที่ขโมยมา จึงนำตัวมาสอบสวน ซึ่งทั้ง 2 คนให้การว่านำรถไปขายที่ร้านซ่อมรถดังกล่าว
      
       เจ้าหน้าที่ได้ขอหมายศาลเข้าตรวจค้นเมื่อวานนี้ (9 พ.ค.) โดยจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 3 คน ซึ่งให้การว่า นำรถของกลางที่ขโมยได้มาขายที่อู่ดังกล่าวในราคาคันละ 4,000-5,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผลติดตามจับกุมตัวได้ผู้ต้องหาเพิ่มอีก 1 คน คือนายสุกิตติ์ ซึ่งเป็นเจ้าของอู่ เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่น (ในเวลากลางคืน) หรือรับของโจร ผู้ต้องหา 5 คนแรกรับสารถภาพแต่นายสุกิตติ์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
      
       ขณะที่พ.ต.ท.ชัชวาล นิลจันทน์ สว.สส.สภ.เมืองกระบี่ เปิดเผยว่า ยังมีผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก 1 คน คือตัวการสำคัญที่ยังหลบหนีการจับกุม ทราบชื่อคือ นายโน๊ต ซึ่งเป็นคนทำหน้าที่ลำเลียงรถส่งต่อไปยังจังหวัดระนอง จากการสืบสวน พบว่า แก๊งนี้ขโมยรถส่งไปขายแล้วไม่ต่ำกว่า 100 คันในรอบปีที่ผ่านมา โดยจะนำรถของกลางที่ขโมยใส่ในรถกระบะดัดแปลงเป็นห้องเย็น ส่งไปยังจังหวัดระนองเพื่อไม่เป็นที่สงสัย ก่อนจะลำเลียงต่อไปยังประเทศพม่า ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ขอหมายศาลจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการออนไลน์